[SF] Nightingale 01
posted on 27 Jan 2012 02:46 by deva-ning in BBfiction
X 
Title: Nightingale [codeI – Heart]
Status: Series fiction
Genre: Dark Romantic, AU Angst, Psycho horror, Murder
Pairing: T.O.P x G-Dragon
Author: N!nGing
Rating: NC-17 / R (เลือดสาด...)
Warning: Brutal scene!! (Bloody + Scary)
Note: เค้าเตือนแล้วนะ... คึคึคึ
BGM: Dmitri Shostakovich - In memory of the dead
‘Nightingale’..................................................................... ‘Night-in-gale’
My body is my body,
but my heart is not mine anymore.
ร่างกายของฉันยังคงเป็นของฉัน
แต่หัวใจของฉัน... ไม่ใช่ของฉันอีกต่อไปแล้ว
เสียงหวานแหลมของไวโอลิน ประสานเสียงแหบทุ้มของเชลโล่ จังหวะที่สอดคล้องเชื่องช้า พลิ้วไหว ตามแต่ผู้บรรเลงจะรังสรรค์ สตริงควอร์เตท*หมายเลขสามของ ดิมิทรี ดังก้องอยู่ภายในห้อง
กำแพงปูนเปลือยให้สัมผัสเย็นเยียบไม่ต่างจากผิวหนังของคนตาย ค่ำคืนที่ฝนสาดเท เขามองเห็นเพียงหยดน้ำที่ตกกระทบหน้าต่าง เงียบงัน ไม่มีเสียงใดรบกวนให้ระคายหู
ร่างเพรียวบางค่อยๆนั่งลงบนขอบอ่าง ปรายตามองพร้อมกับคลี่ยิ้มจาง มือเรียวไล้สัมผัสไปบนโครงหน้าคมสัน ก่อนที่จะโน้มลงประทับจูบบนเปลือกตาอันสั่นเทา
“กลัวหรือฮะ??” กระซิบถามข้างใบหู ขบเม้มเบาๆก่อนจะผละออก
ก้อนน้ำแข็งเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากความพยายามของคนที่นอนอยู่ในอ่าง ความเย็นเปลี่ยนให้ผิวเนื้อขาวยิ่งขาวซีด สัมผัสเรียบลื่นของถุงมือกดไหล่แกร่งเอาไว้
“ย...อย่า” เสียงแหบโหยเบาบางจนแทบจะกลืนไปกับเสียงดนตรี
ดวงตาสวยของคนตรงหน้าวาววับ ไม่ต่างจากคมมีดที่อยู่ในมือ ริมฝีปากอิ่มที่เคยมอบจุมพิตแสนหวานบิดยิ้มร้าย เสียงหัวเราะคลอเบาๆตอนที่ปลายมีดจรดลงบนผิวเนื้อ ลากผ่านตั้งแต่กึ่งกลางระหว่างไหปลาร้ามาจนถึงกลางอก
แค่ออกแรงกดเล็กน้อย ผิวเนื้อขาวก็ปรากฏร่องรอยสีแดงฉานเป็นทางยาว อุณหภูมิที่เย็นจัดช่วยให้เลือดไม่ซึมออกจากปากแผลมากนัก มือหนาพยายามเอื้อมจนโผล่พ้นน้ำแข็งแต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะปัดป้อง สุดท้ายจึงทำได้เพียงหลับตาหนีภาพสยดสยองที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง
ร่างกายที่จมอยู่ใต้น้ำแข็งแม้จะเย็นจนไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่สัมผัสจากปลายมีดที่กดลึกลงไปพาความกลัวให้พุ่งถึงขีดสุด หวาดผวาจนไม่อยากรับรู้อะไรอีก กระทั่งความคมเฉือนผ่านเนื้อหนังลึกไปจนถึงกระดูก
“หัวใจนี้น่ะ... พี่เคยบอกว่าจะยกให้ผม” เสียงหวานล่องลอยอยู่ในม่านฝัน รอยยิ้มที่เขาเคยนึกชื่นชมชัดเจนในมโนภาพ ทั้งเสียงหัวเราะและความสุขที่เคยมีร่วมกัน ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“จำได้รึเปล่าฮะ?”
มีดคมค่อยๆกรีดลงอย่างชำนาญ ง่ายเหมือนปลิดผลแอปเปิ้ลออกจากขั้ว นัยน์ตาพราวระยับจ้องมองก้อนเนื้อสีแดงสดที่ขยับไหวอยู่ในอุ้งมือ... เฝ้ามองลมหายใจสุดท้ายของคนรักที่กำลังถูกพรากไป
“ผู้ตายคือปาร์คฮงจุน อายุ33ปี เป็นวิศวกรของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในโซล”
“พบศพเวลา 12.43 น. ที่ริมแม่น้ำฮัน แต่ไม่ทราบเวลาการเสียชีวิตที่แน่ชัด”
“สภาพศพ... ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ พบบาดแผลจากของมีคมบริเวณกลางอก กว้างประมาณ 7 นิ้วครึ่ง จากการชันสูตรพบว่า หัวใจของผู้ตายหายไป และตรวจพบสารระงับประสาทชนิดรุนแรงในเลือดเป็นจำนวนมาก”
“... พบสารชนิดเดียวกันนี้... ที่ห้องพักของผู้ต้องสงสัย”
“จากการสืบสวน พบว่าผู้ตายได้เจอกับผู้ต้องสงสัยเป็นคนสุดท้ายก่อนที่จะหายตัวไป และเจ้าหน้าที่พบศพหลังจากนั้นสองวัน”
“จากการสอบปากคำผู้พักอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง มีพยานคนหนึ่งบอกว่าเห็นผู้ต้องสงสัยที่ริมแม่น้ำฮันเมื่อวันก่อน”
.
.
.
“ผู้ต้องสงสัยคือ ควอนจียง อายุ 23 ปี ตอนนี้อยู่ในห้องสอบปากคำครับ...”
ร่างสูงเอนหลังพิงพนักด้วยท่าทางเหนื่อยล้า รูปถ่ายในสถานที่เกิดเหตุวางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ แฟ้มคดียังถูกเปิดค้างไว้ที่หน้าประวัติของผู้ต้องสงสัย
“อีกสิบนาทีผมจะลงไปสอบปากคำเอง” เขาพูดใส่โทรศัพท์ก่อนจะวางมันลงที่เดิม ถอนหายใจหนักหน่วงเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรูปถ่ายของผู้ต้องสงสัยคดีอุกฉกรรจ์
หน้าตาแบบนี้จะไปฆ่าใครได้
ประวัติอาชญากรรมก็ไม่มี...
แล้วแบบนี้เขาจะเริ่มสืบจากตรงไหนล่ะ?
ชเวซึงฮยอนได้ยินเสียงเอะอะดังออกมาจากห้องสอบปากคำ พอหันไปดูทางจอมอนิเตอร์ก็เห็นเพื่อนร่วมงานกำลังยืนจังก้าเค้นความจริงจากผู้ต้องสงสัยด้วยอารมณ์ที่ไม่ปกตินัก เขาเปิดประตูก่อนจะเดินเข้าไปโดยไม่ขออนุญาต
“ถึงจะเป็นเจ้าหน้าฝ่ายสอบสวนก็ใช่ว่าจะมีสิทธิ์ข่มขู่ผู้ต้องสงสัยได้นะ” ซึงฮยอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะเดินมาหยุดที่โต๊ะกลางห้อง “นายออกไปก่อน ฉันจะสอบปากคำต่อเอง”
เพราะว่าเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีพิเศษจึงจำเป็นต้องหลีกทางให้แม้ไม่เต็มใจนัก ซึงฮยอนมองตามท่าทางไม่สบอารมณ์ของคนที่เดินออกไปจนกระทั่งประตูปิด
ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ประสานมือวางบนโต๊ะ สายตาคมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเก็บรายละเอียด สิ่งหนึ่งที่ทำให้ควอนจียงดูต่างไปจากในรูปคือผมสีบลอนด์ทองที่ขับใบหน้าใสให้ดูสว่างตัดกับสีทึบทึมของผนังห้อง ใบหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ ท่าทางไม่แยแสกับทุกสิ่งรอบๆตัว แม้แต่กุญแจมือที่เป็นเครื่องพันธนาการ ก็ดูราวกับว่ามันเป็นแค่เครื่องประดับชิ้นหนึ่ง
บรรยากาศตึงเครียดและสายตาที่จ้องมองกลับมาอย่างไม่เป็นมิตร ทำให้ซึงฮยอนไม่มีความคิดที่จะแนะนำตัว
“ก่อนที่จะเริ่มสอบปากคำ มีอะไรอยากจะเล่าให้ฉันฟังไหม?”
“ทำไมไม่ถามล่ะ ว่าผมฆ่าเขารึเปล่า?” ควอนจียงถามแทรกขึ้นมาแทบจะในทันที
“แล้วนายจะตอบว่า‘ฆ่า’หรือไงล่ะ???” ซึงฮยอนยิ้มมุมปากพลางยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง สายตายังไม่ละไปจากคนตรงหน้า เฝ้าสังเกตปฏิกิริยาจากทุกคำที่พูดออกไป จียงนิ่งไปกับคำถามนั้น
“.....................................”
“...ถ้านายสารภาพง่ายๆฉันคงไม่ต้องมานั่งอยู่ที่นี่หรอก” เสียงทุ้มพูดเรียบเรื่อย
จียงรู้สึกว่าคนตรงหน้าแตกต่างจากคนอื่น ทั้งท่าทาง และการพูดจาที่ไม่มีเจตนาจะบีบคั้น นัยน์ตาสีอ่อนจ้องมองใบหน้าคมคายที่ประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“นอกจากคุณ... คนที่นี่ปักใจเชื่อว่าผมเป็นฆาตกร” เสียงของควอนจียงเบา แต่แฝงด้วยความหวังเล็กๆ
“พวกเขาพูดอย่างนั้นเหรอ?”
“พวกเขามองผมแบบนั้น...” ซึงฮยอนขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน “แล้วสิ่งที่ผมพูดก็ไม่ใช่คำตอบที่พวกเขาอยากจะฟัง”
ไม่รู้ว่าคนที่นั่งดูจอมอนิเตอร์อยู่ข้างนอกจะคิดอย่างไร แต่เขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบสรุปตัวคนร้าย ในเมื่อหลักฐานที่มีก็บอกอะไรไม่ได้มาก
“ได้... งั้นเรามาเริ่มกันใหม่ ตอบสิ่งที่นายอยากตอบ” ร่างสูงโน้มตัวมาข้างหน้า ท่าทางจริงจังมากขึ้น “คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าให้พูดความจริงเท่านั้นน่ะ?”
รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าคมคาย ช่วยให้บรรยากาศตึงเครียดในห้องสอบปากคำผ่อนคลายลง จียงหายใจเข้าช้าๆ แล้วพยักหน้ารับ
“ปาร์คฮงจุน... เขามีความสัมพันธ์แบบไหนกับนาย??”
ควอนจียงมีท่าทางตกตะลึง เขาเดาว่าอีกฝ่ายคงคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำถามที่ตรงขนาดนี้ตั้งแต่เริ่ม ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างชั่งใจ
“เราเป็นพี่น้องกัน... ผมหมายถึงผมนับถือเขาเป็นพี่ชาย แล้วเราก็สนิทกันมาก”
“วันสุดท้ายที่เจอกัน นายมีธุระอะไรกับเขา?”
“เขาเรียกผมออกมา เรานัดเจอกันที่ร้านกาแฟใกล้ๆบริษัทของเขา คุยกันนิดหน่อยแล้วก็แยกกัน”
“ถามได้ไหม ว่าคุยกันเรื่องอะไร?” สีหน้าของจียงดูไม่ค่อยดี แต่เขาเลือกที่จะถามต่อ “เราตรวจดูโทรศัพท์ของปาร์คฮงจุนแล้ว เบอร์โทรออกล่าสุดเป็นเบอร์นาย และประวัติการติดต่อก่อนหน้านั้นก็มีแต่ชื่อของนาย ฉันอยากรู้ว่ามีเรื่องสำคัญอะไรที่ทำให้เขาต้องติดต่อนายบ่อยขนาดนั้น??”
“ร...เราสนิทกัน...” จียงตอบเสียงแผ่ว แค่นั้นแล้วก็เงียบไป
คิ้วเข้มเลิกขึ้น “ไม่เป็นไรถ้าไม่อยากพูด...”
“...คบกัน” จียงเงยหน้าสบตา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนไหวระริก ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดจนจบประโยค “เขาขอให้ผมคบกับเขา... ในฐานะคนรัก”
คราวนี้เป็นฝ่ายซึงฮยอนเองที่จนคำพูด จียงก้มหน้าหลบสายตา ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ท่าทางอึดอัดใจ
“ผมปฏิเสธ แต่เขาก็ยังโทรฯมา... ถามเรื่องเดิมๆ” จียงเสมองไปอีกทาง “ที่เจอกันครั้งสุดท้ายก็เหมือนกัน”
ซึงฮยอนแทบจะได้ยินเสียงของเข็มนาฬิกาซึ่งกำลังเคลื่อนไหว ความเงียบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้นึกรังเกียจเรื่องรักร่วมเพศ และยิ่งไม่แปลกใจหากมันจะเกิดขึ้นกับคนตรงหน้า ในเมื่อรูปร่างหน้าตานี้... มองผ่านคงไม่ต่างไปจากผู้หญิง
ตัวเขาเองที่เพิ่งเคยเจออีกฝ่ายเป็นครั้งแรก ยังรับรู้ได้ถึงเสน่ห์ดึงดูดน่าค้นหา
นับประสาอะไรกับพี่ชายที่สนิทกัน...
“...ผมไม่คิดว่าเขาจะตาย...ม...ไม่คิด...ว่า...จะถูกฆ่าตาย” เสียงขาดห้วงน่าสงสาร ขอบตาแดงเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ ก่อนจะกลั่นตัวไหลลงอาบแก้มใส
ซึงฮยอนนึกอยากให้ในห้องนี้ไม่มีกล้อง อยากแสดงความเห็นใจเท่าที่คนๆหนึ่งจะทำให้ได้ อย่างน้อยแค่ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา...
สีหน้าประหลาดใจปนงุนงงของควอนจียงเรียกให้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าคม มือเล็กรับผ้าเช็ดหน้าที่ยื่นส่งให้อย่างไม่แน่ใจ
“ถ้ามัวแต่ร้องไห้อยู่อย่างนี้ ฉันคงต้องอยู่ในห้องนี้กับนายจนถึงเย็น” ซึงฮยอนพูดติดตลก “ฉันจะสอบปากคำต่อ... ไหวรึเปล่า?”
จียงพยักหน้ารับหลังจากเช็ดคราบน้ำตาออกหมดแล้ว ร่างบางยืดตัวตรง
“ยาระงับประสาท... ทำไมถึงมีของแบบนั้นอยู่ในห้องของนาย?”
“ผมเคยบอกเจ้าหน้าที่คนก่อนไปแล้ว ว่ามันเป็นแค่ยารักษาอาการชัก” เสียงของจียงกลับมามั่นคงอีกครั้งหนึ่ง “คุณตรวจสอบเรื่องนี้จากหมอประจำตัวของผมก็ได้ เขาชื่อ อีซึงฮยอน”
“หืม...ชื่อเหมือนฉันเลย”
“เอ๋??” ร่างสูงหัวเราะเบาๆ โบกมือปัดๆเป็นเชิงว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ “ถ้าอย่างนั้น... ผมเรียกคุณว่าซึงฮยอนได้รึเปล่า?”
เจ้าของชื่อเลิกคิ้ว สบตาใสที่จ้องตรงมาแล้วก็ถอนหายใจ “...ก็ตามใจ” พูดแค่นั้นควอนจียงก็ยิ้มออกมาเต็มแก้ม น่ารักเสียจนคนมองหัวใจกระตุก
“โอเค งั้นเราจะต่อกันได้รึยัง?”
“ฮะ... คุณซึงฮยอน”
ตอบกลับเสียงใส... แต่คนฟังผงะนิ่ง ก่อนจะยิ้มรับ
อดสงสัยไม่ได้... จะเป็นอย่างไร? หากได้เจอกันในสถานการณ์อื่นที่ดีกว่านี้
ตลอดเวลาเกือบชั่วโมงที่เขาถามและจียงตอบ เรื่องที่ตรวจสอบได้จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ในภายหลัง นอกเหนือจากนั้นเขาทำได้แค่เชื่อในสิ่งที่จียงพูด
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน” ซึงฮยอนเอ่ยขึ้นในที่สุด ร่างสูงกำลังจะลุกออกไป ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายพูดอะไรขึ้นมาเสียก่อน
“ผมมีเรื่องอยากขอร้อง คุณจะช่วยผมได้รึเปล่า?”
เขาพยักหน้า “ถ้าฉันช่วยได้ ฉันจะช่วย”
“ผมถูกกักตัวอยู่ที่นี่ คงไม่ได้กลับบ้านสักพัก” จียงก้มหน้ามองมือที่ใส่กุญแจ “กาโฮ...”
“หืม???”
“ผมฝากให้คุณ ช่วยดูแลมันได้ไหม?”
ยิ่งมาเห็น‘กาโฮ’ด้วยตัวเอง เขายิ่งไม่คิดว่าควอนจียงคนนั้นจะเป็นฆาตกร ก้อนสีน้ำตาลยับย่นเห่าใส่เขาทันทีที่เปิดประตูเข้ามา ท่าทางไม่เป็นมิตรแต่พอเห็นว่าเขาถืออะไรมาด้วย ก็เงียบกริบราวกับปิดสวิตช์ ขาสั้นๆวิ่งหายไปหลังเคาน์เตอร์
ซึงฮยอนมองตามไป และเจอชามสำหรับใส่อาหารวางอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องซึ่งถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่สำหรับทำครัว เขาจัดการเทอาหารลงในชาม มองเจ้าหมาชาเป่ยที่จุ่มหน้าลงไปในชามนั้นอย่างขำๆ
ร่างสูงเดินไปรอบๆ ห้องแต่ละห้องถูกแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน พื้นที่ไม่กว้างขวางแต่ก็สะดวกดีสำหรับการใช้ชีวิตตัวคนเดียว การตกแต่งเรียบง่ายแต่เป็นระเบียบ ชุดเครื่องเสียงที่กลางห้องนั่งเล่นดูจะเป็นจุดเด่นที่สุดเมื่อก้าวเข้ามาในที่นี้
ตาคมกวาดมองไปรอบห้อง รูปถ่ายใส่กรอบที่วางอยู่บนโต๊ะริมหน้าต่างดึงดูดสายตา เขาเดินเข้าไปใกล้ และยิ่งเห็นชัดว่าคนในรูปเป็นใคร
ปาร์คฮงจุนที่กำลังกอดคอกับเจ้าของห้อง จียงยิ้มกว้างจนตาปิด ในขณะที่ร่างสูงใหญ่ข้างๆเพียงแค่ยิ้มมุมปากด้วยท่าทางเท่ๆ นิ้วยาวแตะไปบนรูปหน้าของควอนจียง
ตอนนี้... จะเป็นอย่างไรบ้าง?
พี่ชายคนสนิทถูกฆ่าตาย และตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัย
คงรู้สึกแย่มากสินะ...
Rrrrr~!!! Rrrrr~!!!! Rrrrr~!!!!!
เสียงโทรศัพท์ดังมาจากอีกฝั่งของห้อง เขาละสายตาจากรูปถ่ายแล้วมองหาจุดกำเนิดเสียง แสงไฟสีเขียวบนตัวเครื่องกระพริบเป็นจังหวะ คนที่ต่อสายเข้ามาคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของห้อง ซึงฮยอนปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้น คิดไว้ว่าจะสำรวจห้องนี้อีกสักหน่อยแล้วค่อยกลับไปที่กรม
Rrrrr~!!! Rrrrr~!!!! Rrrrr~!!!!!
//“พี่จียง???... ไม่อยู่อีกแล้วเหรอฮะ??”//
เสียงฝากข้อความอัตโนมัติดังตามมา ซึงฮยอนฟังไปด้วยขณะเดินดูข้าวของภายในห้อง
//“วันนี้มีตำรวจมาหาผม เขาถามเรื่องของพี่ด้วยนะ”//
//“ถามว่าพี่ป่วยเป็นอะไร? พอผมไม่บอกเขาก็หาว่าผมขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่”// น้ำเสียงขุ่นเคืองจนซึงฮยอนขยับยิ้ม ดูเหมือนจุดประสงค์ของคนที่โทรฯมาจะมีแค่ระบายความอัดอั้นเท่านั้น
//“พวกเขาไม่รู้หรือไงว่ามันเป็นความลับของผู้ป่วยน่ะ!!”// ถึงตรงนี้ซึงฮยอนก็พอจะเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นหมอประจำตัวของควอนจียง เขาหันมาตั้งใจฟัง
//“แต่ผมก็บอกพวกเขาไปแล้วล่ะ... พี่เข้าใจผมใช่ไหมฮะ?”//
//“พี่ฮะ... ยาที่ผมให้ไป พี่มีอาการแพ้บางรึเปล่าฮะ? ถ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วโทรฯมาหาผมด้วยนะฮะ ผมจะเปลี่ยนยาให้ ยาตัวนั้นมันออกจะ... แรงไปสักหน่อย”//
ซึงฮยอนชะงักรู้สึกว่าท้ายประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยมานั้นมีเงื่อนงำแปลกๆ เขาเห็นก้อนสีน้ำตาลยับย่นวิ่งหายไปโดยทิ้งชามเปล่าไว้เบื้องหลัง เสียงกุกกักดังจากมุมหนึ่งของห้อง แต่ชื่อของใครอีกคนดึงความสนใจของเขาได้มากกว่า
//“พี่จียง... เรื่องพี่ฮงจุนน่ะ...”//
โฮ่ง~!!! โฮ่ง!!! กาโฮเริ่มเห่าใส่เขาอีกครั้ง มันเข้ามางับขากางเกงกัดรั้งเหมือนต้องการเรียกร้องความสนใจ เขาสะบัดขาหนี แต่เจ้าก้อนสีน้ำตาลก็ยังตามราวีไม่เลิก
//“พี่จียง?? พี่อยู่ตรงนั้นรึเปล่าน่ะ??”//
ดูเหมือนปลายสายจะรู้แล้วว่ามีคนอยู่ในห้อง และถ้าไม่มีเสียงของจียงตอบกลับไปก็คง...
//“... แกร๊ก!! ตื๊ดดดด ตื๊ดดดดด!!!!”//
ซึงฮยอนยกมือขึ้นกุมขมับ หันไปมองเจ้าตัวก่อปัญหาตาขวาง
.
.
.
“แกนี่นะ... จับขังรวมกับเจ้านายเสียเลยดีไหมเนี่ย?”
รายงานและแฟ้มคดีว่าอยู่บนโต๊ะตอนที่เขากลับมาถึง ตาคมมองผ่านไปยังรูปถ่ายสองใบที่วางแยกกันแล้วถอนหายใจ ภาพศพตัวซีดๆกับรอยแผลบนหน้าอกไม่ได้น่ามองเท่าใดนัก หลังจากนั่งลงเปิดดูแฟ้มคดี ไม่นานคังแดซองผู้ช่วยของเขาก็เดินเข้ามาพร้อมกระดาษอีกหนึ่งใบ
“นี่ฮะ... ข้อมูลที่พี่อยากได้” ซึงฮยอนรับกระดาษใบนั้นมา อ่านเร็วๆแล้วก็ตีหน้ายุ่ง
“ฉันไม่เข้าใจ นายลองอ่านมันแล้วรึยังแดซอง?”
ผู้ช่วยตาหยีพยักหน้าเบาๆ “แต่ถ้าพี่หมายถึงฤทธิ์ยา ผมจะให้พี่โทรฯคุยกับฝ่ายนิติเวชฯเอง”
“เปล่า... ฉันแค่ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนๆหนึ่ง...แค่มียากันชัก ถึงถูกหาว่าเป็นฆาตกรไปได้”
“คนปกติเขาไม่ใช้มันทีเดียวหมดขวดหรอกฮะ พี่ซึงฮยอน”
“อืม...”
“ที่บอกว่าพบสารแบบเดียวกันในเลือดของผู้ตายน่ะ” แดซองทำท่านึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ยากันชักของควอนจียงที่เราเอามาตรวจมันเหลืออยู่แค่ก้นขวดเท่านั้นเอง”
ซึงฮยอนฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น
“พี่ฮะ... ต่อให้อาการหนักขนาดไหน ก็ไม่มีใครเขากินยาทีเดียวหมดขวดหรอก ยิ่งยาที่มีฤทธิ์แรงแบบนั้น ขืนกินเข้าไปรวดเดียว... มีหวัง...”
“ก็ไม่เห็นจะต้องกินทีเดียวหมดนี่... เขาป่วยนะแดซอง ถ้าต้องกินเป็นประจำมันก็หมดได้”
“ยานั่นเขาเพิ่งได้มาจากหมอวันเดียวกับที่นัดเจอผู้ตายฮะ”
“นายไปสืบมาแล้วหรือไง?” แดซองพยักหน้ารับอีกครั้ง เรียบเรื่อยจนคนมองรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “เจ้าหมออะไรนั่นอาจจะโกหกก็ได้”
“ถ้าเขาเก่งพอจะโกหกคนทั้งโรงพยาบาลได้ล่ะก็นะ”
“แต่ว่า...”
“พี่ฮะ...ถ้าพี่ยังเถียงอยู่แบบนี้ ผมจะคิดจริงๆแล้วนะว่า พี่พยายามปกป้องควอนจียงอยู่”
“...........................”
ชเวซึงฮยอนลองคำนวณดูปริมาณยาในขวด มันเป็นจริงอย่างที่แดซองว่า ถึงจะใช้ยานั่นบ่อยแค่ไหน ถ้าทำตามที่หมอสั่งอย่างไรเสียก็ต้องเหลือไม่น้อยกว่าครึ่งขวด ร่างสูงเอนหลังพิงพนักปล่อยให้ข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาไหลผ่านสมอง
มันต้องมีสิ...
อะไรบางอย่างที่พอจะเป็นหลักฐาน
ร่างสูงลุกพรวดออกจากห้อง ไม่ตอบคำถามจากสายตาสงสัยใคร่รู้ของคังแดซอง ซึงฮยอนมุ่งหน้าไปที่แผนกนิติเวชฯ พูดกับเจ้าหน้าที่สองสามคนเพื่อขอดูศพในห้องชันสูตร
ห้องสี่เหลี่ยมมืดสลัวมีเพียงแสงจากโคมไฟบนเคาน์เตอร์ อุปกรณ์หลายอย่างที่เขาไม่รู้จักวางอยู่เต็มพื้นที่ สิ่งที่ดึงความสนใจของเขาได้มากที่สุดคงจะเป็นร่างไร้วิญญาณที่ถูกห่อคลุมด้วยผ้าใบสีเขียวเทา ใบหน้าซีดขาวโผล่พ้นรอยแยกของผืนผ้า ซึงฮยอนชะโงกหน้าดู ก่อนจะเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ในชุดกาวน์
“เปิดดูได้ไหม?”
“ครับ???”
“ผมอยากดูแผลชัดๆน่ะ” เจ้าหน้าที่คนเดิมส่งถุงมือให้เขา ก่อนจะรูดซิบเปิดห่อผ้าใบ
กลิ่นฟอร์มาลินฉุนกึกจนเขาต้องเบ้หน้า แผลยาวกลางหน้าอกเป็นเส้นบางสีแดงคล้ำ ผิวเนื้อบางส่วนเปื่อยยุ่ยจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน ซึงฮยอนลองแหวกปากแผลที่หน้าอกดู อาวุธที่ใช้คงจะคมมาก รอยตัดถึงได้เรียบขนาดนี้ นอกจากนั้นแล้วคนที่ลงมีดเองก็ต้องมีความเชี่ยวชาญมากพอ
“คงจะง่ายกว่านี้... ถ้าเราเจอสถานที่ก่อเหตุ” เขาพึมพำเบาๆพลางกดไล่ไปบนปากแผล
“มีร่องรอยอะไรบนตัวศพบ้างไหม? เส้นผมล่ะ??” เขานึกถึงผมสีบลอนด์อ่อนจนเกือบขาวของจียง และเผลอดีใจตอนที่เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกว่าไม่เจอ
“ถ้าพบอะไรที่น่าจะเป็นหลักฐาน ช่วยส่งรายงานไปที่ห้องของผมด้วย” เขาพูดก่อนจะเดินออกมา
คังแดซองวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ เหลือบตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ซึงฮยอนเปิดทิ้งไว้ เว็บเพจของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เขาจำได้ว่าหมอประจำตัวของควอนจียงทำงานอยู่ปรากฏอยู่กลางจอ แดซองเดาว่าอีกไม่นานรุ่นพี่คนนี้คงจะสั่งให้เขาไปหาข้อมูลของหมอคนนี้แน่ๆ
“แดซองอา...” เจ้าของชื่อหันกลับมาขานรับเบาๆ “ไปสืบประวัติของอีซึงฮยอนมาให้ฉันหน่อยซี่”
เสียงทุ้มพูดยานคาง ไม่ผิดจากที่เขาคิดไว้เลยสักนิด แดซองไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ถึงจะแปลกใจที่ซึงฮยอนยังพยายามหาหลักฐานเพิ่มเติมในคดี (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหลักฐานที่จะทำให้ควอนจียงพ้นผิดเสียมากกว่า)
“แดซองอา... ส่งคนไปติดตามการเคลื่อนไหวของอีซึงฮยอนด้วยนะ”
“ฮะ?? อ่อ... ได้ฮะ เดี๋ยวผมจะจัดการให้”
“แดซองอา... อีกสามวันจะต้องพิจารณาคดีแล้วใช่ไหม?”
“...ฮะ”
“งั้นถ้าระหว่างนี้ พิสูจน์ได้ว่าควอนจียงบริสุทธิ์ เขาก็จะถูกปล่อยตัว”
“...............................”
.
.
.
“...อะไร? ทำไมมองฉันแบบนั้นล่ะ??”
ใบหน้าหวานระบายยิ้มทันทีที่เห็นนายตำรวจหนุ่มคนเดิมเดินเข้ามาในห้อง ไม่รู้ว่าจะได้เจอคำถามแบบไหน แต่เขารู้สึกดีมากกว่าถ้าให้คนๆนี้เป็นคนถาม ชเวซึงฮยอนมีท่าทางเหนื่อยล้า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดูเคร่งเครียด
“อยากออกไปเดินเล่นไหม?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม
“ออกไปได้เหรอ?”
“ได้... แต่ต้องใส่‘ไอ้นี่’นะ”
เขาชูกุญแจมือให้ดู ใส่ข้างหนึ่งไว้ที่ข้อมือตัวเองก่อนจะล็อกอีกข้างไว้ที่ข้อมือบางๆของควอนจียง คิ้วเข้มขมวดมุ่น เขาทนให้แดซองบ่นจนหูชาเพื่อจะพาจียงออกไปข้างนอก สงสารคนตัวบางที่ต้องถูกกักตัวอยู่ในห้องคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งที่ยังไม่แน่เลยว่าจะเป็นฆาตกร
ซึงฮยอนเลือกใช้รถส่วนตัวแทนที่จะใช้รถของเจ้าหน้าที่ซึ่งสะดุดตามากกว่า เขาขอให้แดซองขับรถมาส่งให้ในขณะที่ตัวเองนั่งอยู่เบาะหลังโดยที่มือข้างหนึ่งถูกล็อกติดกับควอนจียง คิ้วเข้มขมวดยุ่งตลอดทางจนกระทั่งมาถึงที่หมาย
ริมแม่น้ำฮัน...
นึกอยากให้จุดประสงค์ในการมาที่นี่เป็นแค่การพาควอนจียงมาเดินเล่นเท่านั้นจริงๆ ตาคมลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ทั้งสีหน้าและท่าทาง
ถ้าหากเป็นฆาตกรจริง...
จะรู้ไหมนะว่าเขาพามาที่นี่ด้วยเหตุผลใด?
จะรู้สึกอะไรบ้างไหม...?
“ทำไมถึงพาผมมาที่นี่ล่ะ?” สีหน้าของคนถามไม่ได้ต่างจากตอนที่เขาไปรับออกมาจากห้องขัง ซึงฮยอนเหลือบมองแดซองที่นั่งรออยู่ในรถ ก่อนจะเปิดประตูพาจียงเดินออกไปตามทางเลียบแม่น้ำ
“ไม่รู้นั่นแหล่ะดีแล้ว” เขาพึมพำตอบไป
“คุณซึงฮยอน??”
“................................” ถ้าจียงเป็นฆาตกรจริง ที่แกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าที่นี่เป็นที่ทิ้งศพ... คงเรียกได้ว่าเป็นการแสดงที่แนบเนียนมาก มากจนเขายอมเชื่อ...
“ขอบคุณนะ” จู่ๆจียงก็พูดขึ้นมา เขาเพิ่งเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรตอนที่สบตากัน
“รอให้นายกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนแล้วค่อยขอบคุณก็ได้” ซึงฮยอนเอ่ยเรียบๆ ขายาวก้าวไปทางเชิงบันได แต่คนตัวบางไม่ยอมเดินตามมาด้วย พอหันกลับไปก็เห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องกลับมา ใบหน้าหวานระบายด้วยรอยยิ้ม
เพราะมัวแต่ตกตะลึงจนไม่ทันรู้ตัวว่าควอนจียงเดินเข้ามาใกล้เขาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกที่ก็ตอนที่ร่างเพรียวบางยื่นหน้าเข้ามาและกดจูบที่มุมปากของเขา ซึงฮยอนเบิกตาโต
“ถ้าผมถูกปล่อยตัวแล้ว ผมจะตอบแทนคุณให้มากกว่านี้”
ร่างสูงผงะถอยหลัง คิดว่าโดนล้อเล่นแน่ๆ แต่พอสบเข้ากับดวงตาจริงจังของอีกฝ่ายหัวใจก็พากันเต้นระรัวโดยไม่รู้สาเหตุ เขาเบือนหน้าไปอีกทางแล้วกระแอมกระไอเบาๆ
“ตกลงนะ”
“เงียบน่ะ... ไม่งั้นฉันเพิ่มข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้นายแน่ ควอนจียง!!”
แดซองมองร่างสูงกวาดของลงกระเป๋าอย่างสงสัย แฟ้มคดีที่ต้องรับผิดชอบถูกยัดใส่ตามลงไป ทั้งที่ปกติจะอยู่ทำงานจนเกินเวลา แต่ช่วงสามสี่วันนี้... พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดินชเวซึงฮยอนก็หายตัวไปจากโต๊ะทำงานแล้ว
“มีธุระอะไรสำคัญหรือไงฮะ?”
คำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ... คังแดซองถอนหายใจเฮือกแล้วหันมาสนใจเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง
.
.
.
ประตูไม้สีเบจกับช่องตาแมว ซึงฮยอนได้ยินเสียงงี้ดๆของเจ้าตัวที่อยู่ข้างในทันทีที่มาหยุดยืนอยู่หน้าห้อง แง้มประตูเปิดแล้วแทรกตัวเข้ามาด้านในช้าๆ ก้อนสีน้ำตาลยับย่นกำลังตะกุยประตูระเบียงอย่างเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งเขาดันประตูปิด หมาชาเป่ยก็เปลี่ยนเป้าหมายมาเห่าต้อนรับเขาแทน
“เฮ้!!... โค้ทตัวนี้มันแพงนะ” เขาบ่นพลางดึงชายเสื้อหลบคมเขี้ยวของเจ้ากาโฮ
ร่างสูงเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ครัวแล้วหยิบถุงอาหารสุนัขออกมา ค่อยๆเทมันลงในชามพลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม... เหมือนครั้งสุดท้ายที่เขาเข้ามา ซึงฮยอนเดินไปกดโทรศัพท์เพื่อฟังข้อความเสียง
//“ไม่มีข้อความใหม่ หากท่านต้องการแก้ไขการตั้งค่ากรุณ... ตี๊ดดดด”//
นิ้วเรียวกดลงบนปุ่มยกเลิก เขาถอนหายใจยาว อีซึงฮยอนคงรู้แล้วว่าจียงไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาคิดว่าบางทีหมอประจำตัวคนนี้อาจจะไปหาควอนจียงเพื่อตรวจดูอาการในภายหลัง และเขาอาจถือโอกาสใช้อำนาจเพื่อสอบปากคำในฐานะผู้ต้องสงสัย
แรงกระตุกรั้งเบาๆที่ชายเสื้อเรียกให้ใบหน้าคมต้องก้มมอง เจ้าก้อนยับย่นสีน้ำตาลยังไม่เลิกวุ่นวายกับชายเสื้อโค้ทของเขา
“เจ้าหมาตะกละ... จะขออาหารเพิ่มรึไง??” พูดไปอย่างนั้นแต่พอหันไปเห็นชามใส่อาหารแล้วก็ต้องแปลกใจ “ยังกินไม่หมดนี่นา”
พอก้มดูอีกทีถึงได้รู้ว่าที่แท้ เจ้าหมานี่กำลังเรียกร้องความสนใจเพราะอยากให้เขาเล่นด้วย ซึงฮยอนหัวเราะเบาๆ ดึงลูกบอลสีส้มออกมาจากปากกาโฮ น้ำลายเหนียวยืดเป็นสายจนเผลอเบ้หน้า มือหนาลูบหัวกาโฮเบาๆก่อนจะปาบอลออกไป ครู่เดียวขาสั้นๆก็วิ่งตามไปยังทิศทางเดียวกัน
โฮ่ง~!!! โฮ่ง~!!!!
ไม่นานก็กลับมาใหม่ กาโฮคายบอลลงบนพื้น แหงนหน้ามองร่างสูงที่นั่งลงกับพื้น อ้อนให้เขาปาบอลออกไปอีกครั้ง ซึงฮยอนกดยิ้มมุมปาก แกล้งปาออกไปไกลๆดีกว่า ตัวเล็กแค่นี้คงต้องวิ่งจนเหนื่อย
บอลสีส้มลอยข้ามห้องไปโดยมีก้อนยับย่นสีน้ำตาลวิ่งตามไปด้วย เขาเห็นบอลนั้นกระแทกกำแพงก่อนจะกลิ้งหลุนๆหายไปจากสายตา ซึงฮยอนชะโงกหน้าดู เขาไม่เคยเดินไปตรงนั้น เดาว่าอาจจะเป็นห้องซักล้างหรือไม่ก็ห้องน้ำ
ซึงฮยอนลุกขึ้นยืน มองเห็นกาโฮคาบบอลออกมาจากช่องประตูนั้น อะไรบางอย่างดึงดูดให้เขาเดินเข้าไปดู ข้างในเป็นห้องซักล้างอย่างที่คิด ชั้นวางอุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องซักผ้า และตู้อบผ้า ไม่มีอะไรน่าสนใจ เขากำลังจะเดินกลับออกไป แต่สายตาพลันสะดุดเข้ากับผ้าขาวที่กองสุมอยู่ในตะกร้า
ราวกับเวลาเคลื่อนช้าลง เขาหยิบมันขึ้นมา ทันทีที่คลี่ผ้าผืนนั้นออกเขารู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด ตาคมจับจ้องยังผ้าปูที่นอนสีขาว แล้วปล่อยให้ความหวาดหวั่นถาโถมเข้ามาในใจ
ผ้าปูที่นอนเลอะคราบ...
เขาภาวนาในควอนจียงไม่โกหก
.
.
.
“อ้าว... พี่ซึงฮยอน” ผู้ช่วยนายตำรวจเอ่ยทักทาย แต่ร่างสูงที่เพิ่งเข้ามากลับเดินผ่านเขาไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซึงฮยอนเดินตรงไปที่แผนกนิติเวช โยนผ้าปูที่นอนสีขาวลงบนเคาน์เตอร์ คำสั่งที่เอ่ยผ่านริมฝีปากบางเรียบสนิท
“ช่วยตรวจให้ที ว่าไอ้ที่เปื้อนอยู่นี่มีดีเอ็นเอตรงกับปาร์คฮงจุนรึเปล่า?”
จียงถูกพามาที่ห้องสอบปากคำ กำแพงสี่ด้านล้อมกรอบน่าอึดอัด แต่สิ่งที่ทำให้ที่ทำให้เขารู้สึกกดดันไม่ใช่บรรยากาศในห้อง แต่เป็นแผ่นหลังกว้างของคนที่นั่งรอเขาอยู่ข้างในต่างหาก ร่างเพรียวบางเดินอ้อมมาและหยุดยืนข้างๆเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมคายก้มนิ่ง มือประสานอยู่ตรงหว่างคิ้ว ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ จนกระทั่งอีกฝ่ายเงยหน้ามอง จียงจึงได้รู้...
ชเวซึงฮยอนคนที่เขาคิดว่าไม่เหมือนใคร กำลังใช้สายตาคมนั้นจ้องมองเขาอย่างเคลือบแคลง ไม่มีแววเห็นใจอย่างครั้งแรกที่ได้เจอ รอยยิ้มอบอุ่นที่ราวกับปลอบประโลมกลายเป็นอื่น
“นั่งลงสิ...” กระแสเสียงเย็นเยียบ เสียงโซ่กุญแจมือกระทบกับพนักเก้าอี้ตอนที่จียงเลื่อนมันออกมาแล้วนั่งลง
จียงไม่รู้จะพูดอะไร นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองเขานิ่งนานจนเขาเองต้องเป็นฝ่ายหลบตา ซึงฮยอนพยายามจะค้นหาอะไรจากเขาอย่างนั้นหรือ ที่เคยคิดว่าคนๆนี้เชื่อสิ่งที่เขาพูด ในตอนนี้คงไม่ใช่แล้วสินะ...
กระดาษใบหนึ่งถูกยื่นส่งให้เงียบๆ ข้อมูลดีเอ็นเอ และรูปถ่ายที่แนบติดพร้อมหมายเลขหลักฐาน จียงมองมันอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้าหวานจะเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
ซึงฮยอนหัวเราะขื่น สิ่งที่สะท้อนในแววตาต่างหากที่เป็นของจริง ท่าทางตกตะลึงนั้นชัดเจน... ชัดเจนจนเขารู้ตัวว่า...
โดนหลอกเสียแล้ว
ตลอดเวลาที่เขาคิดว่าคนๆนี้บริสุทธิ์... ทั้งที่มันอาจไม่ใช่
“ผ...ผมอธิบายได้” เสียงของจียงแผ่วเบา มือที่ถูกพันธนาการกำแน่น
“ถ้านายไม่ใช่‘ฆาตกร’จริง” สายตาที่มองมาทำร้ายคนฟังได้มากกว่าคำพูดเย็นชา “หลักฐานจะอธิบายความบริสุทธิ์ของนายเอง”
เด็กเลี้ยงแกะ... โกหกเพียงครั้งเดียว
ครั้งเดียวนั้นทำลายซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจ
ถึงสิ่งที่เอื้อนเอ่ยจะเป็นความจริง... ใครเลยจะคิดว่าเป็นความจริง
ซึงฮยอนกำลังโกรธ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะรู้สึกแบบนั้นไปเพื่ออะไร ควอนจียงเป็นแค่ผู้ต้องสงสัย และการที่ผู้ต้องสงสัยสักคนจะโกหกมันก็เป็นเรื่องธรรมดา เขาไม่จำเป็นต้องโกรธเลย มันอาจเป็นเพราะตัวเขาเองพยายามหาหลักฐานมากมายเพื่อช่วยคนๆนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าที่ทำไปทั้งหมดมันไม่ได้มีค่าพอที่จะเชื่อถือได้สักนิด
แล้วสาเหตุของความผิดหวังมากมายที่เต็มตื้ออยู่ในอกตอนนี้ล่ะ...
เป็นเพราะความจริงที่ว่าควอนจียงกับปาร์คฮงจุนไม่ใช่แค่พี่น้องที่สนิทกัน... หรือเปล่า?
“พี่ซึงฮยอน...” ผู้ช่วยนายตำรวจวางมือลงบนไหล่กว้าง
“...อือ”
“เป็นอะไรรึเปล่าฮะ?” ร่างสูงส่ายหน้าแทนคำตอบ เปิดดูเอกสารไปเรื่อยเปื่อยทั้งที่ความคิดล่องลอยไปไหนต่อไหนแล้ว
วันนี้แล้ว... ถ้าพยานหลักฐานที่มีอยู่บอกได้เพียงเท่านี้ ควอนจียงที่เป็นผู้ต้องสงสัยและมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นฆาตกร จะถูกคุมขังเพื่อรอตัดสินโทษ
“พี่ซึงฮยอน... ดูเหมือนว่าเจ้าหมานั่นจะไม่ค่อยชอบซองมินเท่าไรนะฮะ” เจ้าของชื่อเงยหน้าจากเอกสารและมองตามสายตาคนพูดไป
โจซองมินกำลังนั่งทำแผลพลางบ่นกระปอดกระแปดเรื่องที่เขาใช้ไปให้อาหารเจ้ากาโฮ ครั้นพอเห็นว่าเขามองอยู่เจ้าตัวก็แสร้งร้องโอดโอยจนแดซองหลุดหัวเราะดังลั่น
“คราวหน้าพี่ไปเองดีกว่านะ... ผมสงสารซองมินมัน”
ซึงฮยอนพยักหน้ารับเนือยๆ “วันนี้ฉันไม่เข้าฟังผลพิจารณาคดีนะ”
เป็นเวลาเย็นแล้วตอนที่เขาเดินออกมาจากที่ทำงาน ฝนกำลังลงเม็ด อากาศหนาวจัดจนเขาต้องซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ท ร่างสูงเดินเตร็ดเตร่ไปตามทาง เดินไปเรื่อยๆเผื่อว่าจะช่วยลดความรู้สึกค้างคานี้ให้เหลือน้อยลงบ้าง
เสียงไซเรนของรถตำรวจดังขึ้นท่ามกลางสายฝน ร่างสูงหยุดยืนข้างตู้น้ำหยอดเหรียญ ตาคมมองตามไปอย่างไม่ใส่ใจ หวังว่าคงไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์อย่างที่เขาเพิ่งเจอมา ซึงฮยอนหันมาหยิบเศษเหรียญจากกระเป๋า
Rrrrr~!! Rrrrr~!!! Rrrrr~!!!!
ร่างสูงถอนหายใจเฮือก เปลี่ยนเป้าหมายจากเหรียญในกระเป๋าเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่กำลังแผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ
“ว่าไง...แดซอง?” กดรับสายก่อนจะกรอกเสียงลงไป
//“พี่...ซึงฮยอน”//
“อือ ฉันเอง... มีอะไร??” เขาถามซ้ำ นึกแปลกใจกับน้ำเสียงร้อนรนของแดซอง
//“จำที่พี่บอกให้คนสะกดรอยตามหมอประจำตัวของควอนจียงได้ไหม?”//
.
.
.
//“พี่ฮะ...
... ฆาตกรคือ อีซึงฮยอน”//
น้ำฝนที่เจิ่งนองบนพื้นคอนกรีตสาดกระจายเมื่อรองเท้าหนังย่ำผ่านมันไปอย่างรีบร้อน ร่างสูงวิ่งไปยังเส้นทางก่อนหน้าที่เขาเห็นรถตำรวจขับผ่านไป ไม่นานเขาก็พาร่างเปียกปอนของตัวเองมาถึงที่เกิดเหตุ เสียงไซเรนยังดังไม่หยุด แดซองที่รออยู่ก่อนแล้วรีบตรงเข้ามาหา
“มัน...กลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง?” เสียงทุ้มปนหอบเหนื่อย เขามองเห็นชายหนุ่มในชุดกาวน์ถูกพาตัวขึ้นรถ ร่องรอยสีแดงคล้ำที่ปรากฏบนเสื้อขาว ไม่ต้องเดาเลยว่าคืออะไร เจ้าหน้าที่กำลังพาร่างของใครอีกคนออกมา
“เมื่อหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้คนของเราสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของอีซึงฮยอน เขาหายตัวไปพักใหญ่ๆ ก่อนที่เราจะเจอเขาอีกครั้ง... กับเหยื่อในห้องพักของโรงแรม”
แดซองมองตามสายตาของเขาไปแล้วพูดต่อ “เหยื่อเสียชีวิตก่อนที่เราจะมาถึง...”
ซึงฮยอนพูดอะไรไม่ออก ร่างสูงเดินผ่านเจ้าหน้าที่ไปที่รถตู้สำหรับขนส่งศพเพื่อนำไปชันสูตร ร่างไร้วิญญาณนั้นมีใบหน้าซีดขาวดวงตาปิดสนิท ผิวเนื้อเปลือยเปล่าถูกคลุมทับด้วยผ้าขาวซึ่งมีเลือดสีแดงสดซึมเป็นวงกว้าง แดซองหันไปบอกเจ้าหน้าให้เปิดผ้าออก
รอยกรีดสีแดงพาดยาวกลางหน้าอก ไม่ต่างจากศพของปาร์คฮงจุน
.
.
.
“หัวใจของเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วล่ะฮะ”
อีซึงฮยอนไม่โต้แย้งข้อกล่าวหาใดๆ ใบหน้าเรียบเฉยติดจะเหม่อลอย เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลองเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมดเข้ากับนายแพทย์หนุ่ม และพบว่าคนๆนี้มีความสัมพันธ์กับผู้ตายทั้งสองคน ทั้งปาร์คฮงจุน และทงยองเบ ราวกับตัวต่อของภาพทุกชิ้นถูกประกอบเข้าด้วยกัน
“จิตแพทย์บอกว่าเขาเป็นผู้วิกลจริตน่ะฮะ ลองสอบปากคำดูแล้วแต่ไม่ค่อยได้อะไร อีซึงฮยอนเอาแต่หัวเราะ ไม่ก็ร้องไห้” แดซองบอกทันทีที่เดินมาถึง ผู้ช่วยของเขายื่นแฟ้มคดีมาให้พลางฉีกยิ้มกว้าง
“ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกคน คดีพลิกแบบนี้แล้ว... วันนี้ก็คงได้กลับบ้านล่ะนะ”
คังแดซองพูดจบก็หันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะ ดวงตาเรียวเล็กเหลียวมองกลับมาอีกครั้ง พอซึงฮยอนเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม อีกฝ่ายก็ขยับปากพูดประโยคไร้เสียงกลับมา
‘จะไม่ไปส่งเขาหน่อยเหรอฮะ’
เขาแปลได้ว่าอย่างนั้น...
ร่างสูงที่นั่งประจำตำแหน่งคนขับไม่ปริปากพูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว ตาคมเอาแต่จับจ้องที่ถนนเบื้องหน้า ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำทักทาย จียงลอบถอนหายใจ เบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูทิวทัศน์ข้างทางทั้งที่ในใจคิดกังวลไปต่างๆนานา กระทั่งรถจอดนิ่งตรงหน้าคอนโดของเขา ชเวซึงฮยอนก็ยังไม่พูดอะไร
เสียงปลดล๊อกประตูดังขึ้นราวกับจะไล่ให้เขาลงจากรถ จียงหันไปมองคนที่นั่งข้างๆ แต่ดวงตาคมไม่ได้หันมาสบด้วย
“ขอโทษที่โกหก”
จียงนึกอยากให้นายตำรวจหนุ่มหันมาถามเหตุผลจากเขาบ้าง แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือความเงียบ ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ไม่แม้แต่จะหันมามองคนพูด
“ผมแค่ไม่อยากให้คุณรู้...” จียงพูดเสียงเบา “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม? อาจเป็นเพราะผมชอบคุณล่ะมั้ง...?”
“...ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณยิ้มให้”
จียงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร หรือจะตีความคำพูดของเขาเป็นแบบไหน เพราะทันทีที่พูดจบร่างเพรียวบางก็ก้าวลงจากรถ อีกฝ่ายอาจคิดว่ามันเป็นเพียงข้อแก้ตัวของคนโกหก เป็นเพียงสิ่งที่เขาพูดออกมาเพื่อให้รู้สึกผิดน้อยลง
แต่แทนที่จะได้ยินเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ เขากลับได้ยินเสียงประตูรถเปิดและปิด ก่อนที่จะถูกมือหนารั้งให้หันกลับมา ชเวซึงฮยอนยืนอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนความรู้สึกหลากหลาย แต่กลับไม่มีความขุ่นเคืองอย่างที่เขาคิดว่าควรมีอยู่ในแววตานั้นเลย
“ฉันได้ยินนายพูดแต่คำว่า‘ขอโทษ’”
“........??”
“นายต้องขอบคุณฉันสิถึงจะถูก”
จียงที่กำลังงุนงงมองเห็นเพียงใบหน้าคมคายเคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นจัดจะโน้มลงแนบสนิทกับปากของเขา ดวงตาเรียวเบิกกว้าง ตกตะลึงเกินกว่าจะต่อต้าน
จนกระทั่งร่างสูงผละออกและเขาทั้งคู่สบตากัน ซึงฮยอนจึงได้เห็นรอยยิ้มคลี่ระบายบนใบหน้าหวาน ควอนจียงเอื้อมแขนคล้องคอของร่างสูงก่อนจะเงยหน้ากระซิบเสียงแผ่ว
“ขอบคุณนะ” กดจูบซ้ำที่มุมปากของอีกฝ่าย จียงเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม “แล้วที่ติดสินบนไว้... ผมต้องจ่ายให้ด้วยรึเปล่า??”
[ncซ่อนไว้นะก๊ะ ใครอยากอ่านก็คลุมแถบดำเลยจ้า]
ผิวเนื้อขาวไร้อาภรณ์ปกปิดกระจ่างชัดในแสงสลัว เสียงคำรามของพายุด้านนอกคลอไปกับเสียงครางหวานของคนที่อยู่ใต้ร่าง ซึงฮยอนค่อยๆพรมจูบลงบนผิวเนียน ก่อนจะขบเม้มจนเกิดรอย
ใบหน้าแดงระเรื่อ นัยน์ตาสีอ่อนที่ปรือมองเปี่ยมด้วยแรงอารมณ์ กายบางชื้นเหงื่อสะท้านไหว จียงแอ่นอกรับสัมผัสวาบหวามเมื่อปลายลิ้นร้อนเดินทางมาถึงยอดอก แค่ซึงฮยอนดูดดึงเบาๆก็ราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่าง
“อ๊า..~”
ปฏิกิริยาของร่างเพรียวบางสร้างความพอใจให้กับคนมองไม่น้อยเลย ถึงจะเสียดายที่ไม่ใช่คนแรก แต่ความรู้สึกที่จียงแสดงออกผ่านเรือนร่างราวกับว่าต้องการเขามากเหลือเกินนั้นก็ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นกับผู้หญิงคนไหน
ใบหน้าคมเลื่อนขึ้นประทับจูบบนริมฝีปากอิ่มที่อีกคนเผลอกัดจนช้ำ มือหนาสอดใต้ท้ายทอยของจียง รั้งใบหน้าหวานให้แหงนรับสัมผัสลึกซึ้ง เสียงหวานครางอื้ออึงในลำคอตอนที่เขาขยับมือปรนเปรอส่วนกลางลำตัวให้อย่างเร่าร้อน จนกระทั่งกระแสอารมณ์พัดพาจนสุดทาง จียงก็ผวาเฮือกเกาะไหล่ของเขาไว้แน่น
“อ๊ะ~ อา...”
ไม่รอให้หยุดพักได้นาน ริมฝีปากอุ่นร้อนก็เลื่อนสัมผัสไปตามโคนขาด้านใด โหมอารมณ์ที่เพิ่งมอดดับให้กลับมาคุโชน มือหนาจับเรียวขาขาวให้แยกออกกว้าง ก่อนจะใช้นิ้วกดไล้ไปยังปากทางคับแคบ ตระเตรียมให้พร้อมสำหรับบทรักต่อไป
“อ...อึก”
จียงเกร็งร่างรับสัมผัส เมื่อซึงฮยอนแทรกกายเข้าแนบชิด สะโพกมนถูกรั้งขึ้นรองรับจังหวะถี่กระชั้นที่ร่างสูงมอบให้อย่างเต็มใจ แรงโถมกระแทกมากเท่าที่อารมณ์จะพาไป และเมื่อความต้องการดำเนินมาถึงขีดสุด ช่องทางอุ่นร้อนก็ถูกเติมเต็ม ความสุขที่คว้าได้มากพอจะล้นออกมาเปรอะเปื้อนผ้าปูขาว
ร่างสูงทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ดึงจียงเข้ามาในอ้อมกอด ริมฝีปากบางกดจูบลงบนหัวไหล่เปลือย ใบหน้าหวานระบายยิ้มจาง ก่อนที่ร่างกายบอบบางน่าหลงใหลจะขยับตัวเข้ามาแนบชิดเขามากขึ้น ผมสีบลอนด์ทองอ่อนนุ่มคลอเคลียที่ปลายคาง
“ขอบคุณนะ” จียงกระซิบเสียงแผ่ว เอียงใบหน้าแนบกับอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเร่าไม่เป็นจังหวะนั้นอย่างพอใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะจมสู่ห้วงนิทราไปด้วยกัน
ความเย็นที่โอบล้อมร่างคือสิ่งแรกที่รับรู้ได้ทันทีที่ฝืนลืมตาตื่น ร่างกายเปลือยเปล่านอนนิ่งอยู่ในอ่างแช่น้ำแข็ง ซึงฮยอนหอบลมหายใจเข้าอย่างตื่นตระหนก ดวงตาคมเบิกกว้าง เขาพยายามยันกายลุกขึ้นแต่ไม่เป็นผล ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะกระดิกนิ้ว
รู้สึกมึนงงสับสนจนอยากจะอาเจียน เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ตาคมกลอกมองรอบๆตัว ซึงฮยอนมองเห็นเพียงท้องฟ้ามืดมิด และเม็ดฝนที่ตกกระทบบานหน้าต่างขุ่นมัว เสียงเพลงคลาสสิคลอดผ่านประตูเข้ามา มันทำให้เขานึกถึงแผ่นเสียงที่วางอยู่ในห้องนั่งเล่นของควอนจียง
แล้วตอนนี้... คนๆนั้นอยู่ที่ไหน??
“จ...จียง” เสียงทุ้มขาดห้วง แค่ขยับริมฝีปากก็ทำได้ยากเต็มที
Rrrrr~!! Rrrrr~!!! Rrrrr~!!!!
ใครคนหนึ่งเดินเข้ามารับโทรศัพท์แทนเขา จัดแจงกดลงบนปุ่มสปีคเกอร์ก่อนจะวางมันไว้บนเคาน์เตอร์ใกล้ๆ ร่างเพรียวบางยืนพิงขอบประตูราวกับรอฟังเรื่องน่าสนุก
//“พี่ซึงฮยอน พี่อยู่ที่ไหนน่ะ? ผมติดต่อพี่ไม่ได้เลย”// เป็นเสียงของแดซองที่ดังออกมา
//“พี่ฮะ... พี่รีบเข้ามาดูผลการชันสูตรพลิกศพของทงยองเบหน่อยดีกว่า”//
//“ผมรู้สึกว่ามันแปลกๆ ถ้าลองเทียบกับของปาร์คฮงจุน เจ้าหน้าที่แชรินเขียนเพิ่มมาตรงนี้ด้วยว่ารอยตัดที่ขั้วหัวใจของศพแรกไม่เหมือนกับศพที่สองน่ะฮะ... เธอบอกว่าศพแรกรอยตัดเรียบร้อยมากกว่านี้”//
เปรี้ยงงงง~!!!!!
ประกายของแสงจากฟ้าสะท้อนวาบในดวงตา มันรวดเร็วเหมือนแสงแฟลช แต่เขาก็เห็นร่างเพรียวบางที่ยืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มพรายที่ประดับอยู่บนใบหน้าหวาน นัยน์ตาสีอ่อนที่มองมา...
ช่างแตกต่างจากควอนจียงที่เขารู้จัก...
//“พี่ซึงฮยอน?? พี่ฟังผมอยู่รึเปล่า? พี่ฮะ?...”//
“...จ...จี...ยง” เจ้าของชื่อเพียงยิ้มรับก่อนจะหันไปตัดสายโทรศัพท์
แสงไฟสลัวลางจากเปลวเทียนบนชั้นวางทำให้เห็นอะไรได้ชัดขึ้น มันถูกจุดขึ้นใหม่ ทิ้งช่วงยาวนานจากครั้งแรกที่เคยใช้งาน จียงขยับมานั่งบนขอบอ่าง แกว่งมือลงในอ่างก่อนจะเอื้อมมือเปียกน้ำนั้นมาที่ใบหน้าของเขา
มือที่เย็นเยียบและโหดร้าย...
ใบหน้าหวานโน้มลงประทับจูบลงบนเปลือกตา ไล่เรื่อยมาจนถึงข้างแก้ม และจบลงที่ริมฝีปากบาง ลิ้นเล็กแลบเลียอย่างยั่วเย้า ทว่าความวาบหวามนั้นถูกกลบด้วยความหวั่นกลัวจนหมดสิ้น
“ซึงฮยอน... ผมชอบคุณนะ ชอบมากๆเลย” จียงกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนจะกดจูบย้ำลงมาอย่างน่ารัก หากเป็นยามปกติหัวใจของเขาคงเต้นระรัวด้วยความดีใจ แต่ในตอนนี้...ตอนที่ประกายของคมมีดวาววับอยู่ใต้แสงเทียน สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในหัวใจของเขาคือ ความกลัว
“คุณก็ชอบผมใช่ไหมล่ะ?”
“...ย...อย่า ท...ทำ...บ...นี้” ซึงฮยอนพยายามพูด
“ตอบไม่ตรงคำถามเลยนี่นา... คุณไม่ชอบผมเหรอ?” จียงตัดพ้อราวกับน้อยใจ นัยน์ตาสีอ่อนช้อนมองอย่างออดอ้อน “... ผมก็แค่อยากได้หัวใจของคุณ”
.
.
.
“หัวใจนี้น่ะ...ขอให้ผมได้รึเปล่า?”
Your body is your body,
but your heart is mine... only mine.
ร่างกายของคุณยังคงเป็นของคุณ
แต่หัวใจของคุณ... เป็นของฉันเท่านั้น
Fin!!!
**ตบมือแปะๆ อ่านจบด้วยอ่ะ!!!!!
N!nGing talk’s: อย่าปาอะไรใส่เค้า~ คึคึคึ (เค้ารักพี่หมีกะพี่ตะวันนะ... ฮึก..ก เค้าขอโต๊ดดด~ T__T) เรื่องนี้มีแรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง Koma ก่ะ โปรเจคฮัลโลวีนปีที่แล้ว เขียนออกมาแล้วดันยาวกว่าที่คิด... ขอบคุณที่อ่านกันมาจนถึงตอนจบนะ!!! (ชื่อเรื่อง ไนติงเกล (Night-in-gale) นกน้อยร้องเพลงเพราะ แต่เค้าตั้งใจให้แปลว่า ค่ำคืนในพายุนะก๊ะ... แฮะๆ ดูลึกล้ำใช่มะล่ะ!!)
*สตริงควอเตท - String Quartet การบรรเลงเพลงคลาสสิคที่ใช้เครื่องสายสี่ตัวในการบรรเลง
Special thanks!! >> พี่กอฟ – ขอบคุณมากๆๆนะก๊ะ
ปล. เอาของเก่ามาขายอีกแล้ว 55+ เนิ่นนานตั้งแต่ลงบอร์ด ก่อนจะมีสคิปส์บีตอีก... เค้าว่างเว้นไปนาน ไม่ได้หายไปไหนนะ แต่ติดภารกิจฝึกงาน+สอบ รอเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนนะ!!!!!
ปลล. โปรดมองข้ามความไม่สมจริงเหล่านั้นไปนิ พยายามเขียนให้จบในตอนเดียว... ซึ่งยาวมาก...
ขอบคุณผู้ที่หลงเข้ามาอ่าน+เม้นนะก๊ะ *โค้งงงงง
edit @ 27 Jan 2012 03:05:17 by N!nGing
